ค่ำคืนของวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ในตัวเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆที่หอบลมและพายุฝน ถือเป็นสัญญาณแรกที่ธรรมชาติส่งสารถึงภยันตรายที่กำลังเกิดขึ้น ณ เมืองที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้ เมืองที่คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากชาติ หลายภาษา เมืองที่มีผู้คนอาศัย หลับนอน ทำมาหาเลี้ยงชีพกว่า 400,000 คน
เส้นบางๆ ระหว่างความเป็นและความตาย
“ความทรงจำจากน้ำท่วมปีก่อนๆ ยังคงสดใหม่ในใจผม ความสูงของน้ำอยู่ที่ระดับเอว ปีนี้ก็คงไม่ต่างกัน ผมคิดอย่างนั้น เราเก็บข้าวของขึ้นที่สูงตามระดับน้ำของปีก่อนหน้า ด้วยความมั่นใจว่าทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุม” เสกศักดิ์ ช่อปลอด Head of Regional Operation ผู้ดูแลโครงข่ายภาคใต้ของทรู บอกเล่าถึงสถานการณ์มหาอุทกภัยของเมืองหาดใหญ่ครั้งร้ายแรงที่สุด ในฐานะหนึ่งในผู้ประสบภัยที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด

เพราะความเป็นคนพื้นที่ เกิด อาศัย และทำมาหากินที่หาดใหญ่มานานนม เขาเชื่อว่าเขารู้จักภูมิศาสตร์และธรรมชาติของน้ำในพื้นที่นี้ดี ด้วยลักษณะพื้นที่ของเมืองที่มีลักษณะเป็น “แอ่งกระทะ” ทำให้หาดใหญ่มักประสบกับภัยน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เสกสรรค์ในฐานะหัวหน้าครอบครัว จึงแบ่งหน้าที่การรับมือ โดยให้ภรรยาและลูกสาวช่วยเคลื่อนย้ายรถยนต์ไปจอดในจุดที่ปีก่อนน้ำท่วมไม่ถึง
ทุกอย่างถูกวางแผนไว้บนสมมติฐานที่ว่า “ครั้งนี้ก็คงเหมือนเดิม”
แต่เเล้ว ธรรมชาติก็แกล้งให้ตายใจ จากวันที่ 19 ถึงวันที่ 21 แม้ฝนจะตกจนท่วมถึงระดับเอว แต่ก็ลดระดับลงเหลือเท่าเข่า ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนกับปีก่อนหน้าไม่มีผิด แต่เพื่อความไม่ประมาท เนื่องด้วยบ้านเป็นอาคารชั้นเดียว ครอบครัว จึงแยกเป็น 2 ทีม โดยเสกให้ภรรยาและลูกสาว ไปอยู่ที่ศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมเมื่อปีก่อน ส่วนตัวเขาและลูกชาย ตัดสินใจพักอยู่ที่บ้านสองชั้นของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน
การตัดสินใจครั้งนี้ดูสมเหตุสมผลและรอบคอบ เมื่อตั้งอยู่บนสมมติฐานของระดับน้ำในปีก่อนหน้า ทว่า…อีกไม่นาน เสกสรรค์กำลังจะได้สัมผัสกับนาทีชีวิต และความเป็นความตาย ที่กระแสน้ำกำลังไหล่บ่า พัดพาความสูญเสีย ถาโถมเมืองหาดใหญ่ให้ราบเป็นหน้ากองภายในไม่กี่พริบตา
สื่อสารไม่ได้: ความกลัวที่เข้ากัดกินหัวใจ
22 พฤศจิกายน 2568, 3.00 น.
จากสายฝนกลายเป็นพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง น้ำไม่ได้ค่อยๆ ขึ้นเหมือนที่เคยเป็นมา แต่กลับทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง เสกสรรค์ประมาณการณ์ระดับน้ำขึ้นสูงชั่วโมงละเกือบครึ่งเมตรได้ และพลันที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพที่ปรากฏก็ทำหัวใจเขาหล่นวูบ เพราะบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำ บัดนี้ ถูกปกคลุมไปด้วยสายน้ำอันเชี่ยวกรากจนไม่เห็นแม้แต่หลังคา
แต่นั่น เป็นเพียงแค่สัญญาณแรกที่กำลังบอกว่า “หายนะ” กำลังมาเยือน ไม่ว่าจะเป็นความมืดมิด การถูกตัดขาด และความหิวโหย เรียกได้ว่า ความยากลำบากกำลังถาโถมเข้ามาทุกทิศทาง และมีเพียง “ทักษะการเอาตัวรอด” เท่านั้น ที่จะพาชีวิตให้ก้าวต่อไป
สาธารณูปโภค ไฟฟ้า-น้ำประปาหยุดให้บริการอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้บริการเกี่ยวเนื่องอย่างการสื่อสารที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าใช้การไม่ได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่เสบียงที่เตรียมไว้เริ่มร่อยหรอ มีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่กี่ซองไว้ประทังชีวิต น้ำดื่มที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอจนต้องนำกะละมังมารองน้ำฝนเพื่อยังขีพ
ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำจนระดับน้ำเกือบขึ้นสู่ชั้นบน เสกสรรค์และลูกชาย พร้อมเพื่อนบ้าน ลุงกับป้า ตกอยู่ในความมืดมิด พร้อมกับความหวังที่เลือนราง พวกเขาไม่เห็นเรือกู้ภัยหรือความช่วยเหลือใดๆ ผ่านมาเลย จน “ความกลัว” กระโจนเข้ากันกินจิตใจทีละเล็กละน้อย
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ศูนย์ปฏิบัติการโครงจ่ายอัจฉริยะ BNIC ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่รายล้อมไปด้วยจอมอนิเตอร์สัญญาณสื่อสารบนเครือข่ายทรูฯ War Room ถูกตั้งขึ้น บัญชาการโดยกรุ๊ปซีอีโอ ซิกเว่ เบรกเก้ พร้อมด้วย คูรัม อัซฟาด แม่ทัพด้านโครงข่าย พร้อมส่งกำลังสนับสนุนจากส่วนกลางและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าประกบอีกนับไม่ถ้วน ผนึกสรรพกำลังมอนิเตอร์สถานการณ์และประสานงานกับผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในพื้่นที่
กลยุทธ์โครงข่ายในภาวะฉุกเฉิน
เอนก รัตนชานน FSO Network ผู้ปฏิบัติงานในพืันที่ภาคใต้ อธิบายภาพรวมโครงสร้างโครงข่ายสัญญาณว่า เสาสัญญาณโครงข่ายที่ให้บริการพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีจำนวนราว 300-400 เสา โดยประมาณ 10 เสาจัดเป็นเสาประเภทเกรด A ทำหน้าที่เป็นสถานีชุมสายหลัก (Regional Network) คล้ายกับเส้นเลือดใหญ่ของร่างกาย มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายสัญญาณไปยังเสาที่อยู่ใน node B และ C ที้มีฟังก์ชันคล้ายกับเส้นเลือดฝอย ทำหน้าที่กระจายสัญญาณให้ครอบคลุม หล่อเลี้ยงทุกพื้นที่ ดังนั้น หากเสาเกรด A ล่ม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะลามเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นสำหรับเสาเกรด B และ C จะจำกัดเฉพาะพื้นที่เท่านั้น

ด้วยความสำคัญและลักษณะสถาปัตยกรรมโครงข่ายของเสาสัญญาณแต่ละประเภท ทำให้เสาเกรด A มักตั้งอยู่ในพื้นที่สูง เพื่อให้การกระจายสัญญาณไ้ด้ดี ปลอดภัยจากอุทกภัย นอกจากนี้ ยังมีระบบสำรองไฟขนาดใหญ่ (Generator) ที่ช่วยให้เสาสัญญาณทำหน้าที่กระจายสัญญาณได้อย่างต่อเนื่องเป็นวันๆ ในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ขณะที่ เสาเกรด B และ C ที่ทำหน้าที่กระจายสัญญาณมักตั้งอยู่บนอาคารเพื่อให้บริการในเขตเมือง-แหล่งชุมชน
ด้วยสถาปัตยกรรมโครงข่ายและสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น แผนรับมือด้านโครงข่ายในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
- ปกป้องหัวใจ (Protect the Core) นั่นคือ การรักษาเสาเกรด A ให้สามารถทำงานต่อได้อย่างต่อเนื่อง
- ยิงสัญญาณจากวงนอก (Creative Rerouting) เมื่อเสาเกรด B เริ่มให้บริการไม่ได้ เนื่องจากแบตเตอรี่เริ่มหมดลง ขณะที่การเดินทางเพื่อเข้าถึงแต่ละสถานีเต็มไปด้วยความลำบาก เนื่องจากการสัญจรที่ถูกตัดขาดจากสายน้ำอันเชี่ยวกรากและความอันตรายจากระดับน้ำที่บางจุดสูงถึง 6 เมตร ซึ่งจากข้อมูลด้านสัญญาณจากศูนย์ BNIC การบัญชาการจากแม่ทัพ War Room และการประเมินจากทีมหน้างาน ทีมวิศวกรจึงเลือกใช้กลยุทธ์ยิงสัญญาณจากระยะไกล ทำหน้าที่ทดแทนเสาสัญญาณที่ดาวน์ลงเป็นการชั่วคราว โดยปรับกำลังส่งและทิศทางของเสาสัญญาณโดยรอบ หันไปยังพื้นที่กลางเมืองที่สัญญาณไม่สามารถให้บริการได้จากการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบพอจะใช้งานสื่อสารฉุกเฉินได้บ้าง
“เราตระหนักดีว่าการสื่อสารได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของคนในทุกวันนี้ไปแล้ว และกับสภาวะวิกฤตเช่นนี้ การสื่อสารจึงยิ่งทวีความสำคัญขึ้น โดยเฉพาะการติดต่อกับคนในครอบครัว รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการอพยพ ดังนั้น หน้าที่ของทีมเน็ตเวิร์ก จึงเป็นการรักษาการให้บริการให้เป็นปกติได้มากที่สุด ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้น” เขา กล่าว

ภารกิจปกป้องสัญญาณกับน้ำมัน 300 ลิตรในความมืด
สุวิกรม แก้วสองเมือง วิศวกรจากหน่วยงาน Wire & Wireless หนึ่งในช่างเทคนิคภาคสนามประจำพื้นที่ภาคใต้และหนึ่งในผู้ประสบภัย บอกเล่าถึงการปฏิบัติภารกิจ Protect the Core ให้ฟังว่า ในวันแรกๆ ของเหตุการณ์ เขายังคงเฝ้าดูสถานการณ์จากบ้านพักในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับถนนถึง 2 เมตรอย่างใจจดใจจ่อ ทว่า…ไม่นานนัก มวลน้ำมหาศาลก็ได้โอบล้อมหมู่บ้านจนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และในที่สุด สายน้ำก็เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านของเขาจนมิดชั้นหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นให้เขาต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย ขณะเดียวกัน ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า

ท่ามกลางความโกลาหล สัญญาณเตือนภัยแรกของระบบสื่อสารดังขึ้นเมื่อชุมสาย (Node) ระดับตำบล ซึ่งมีความสำคัญระดับ “เกรด A” กำลังจะล่ม!
ชุมสายแห่งนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงสัญญาณให้กับสนามบินนานาชาติหาดใหญ่และชุมชนเมืองทั้งหมด แต่เมื่อการไฟฟ้าจำเป็นต้องตัดกระแสไฟเพื่อความปลอดภัย ชุมสายจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำเข้ามาได้ คุณอ๊อฟซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดจึงตัดสินใจอาสาก้าวออกจากบ้านที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน เพื่อเข้าไปกู้สถานการณ์ การกู้ชีพจรชุมสายแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานต้องขนย้ายเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากใส่เรือ ฝ่ากระแสน้ำที่เริ่มเชี่ยวกรากเข้าไปติดตั้ง จากนั้นคุณอ๊อฟและทีมงานต้องลุยน้ำเข้าไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าการสื่อสารในพื้นที่สำคัญจะไม่ดับลง
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทาย เพราะวิกฤตที่ใหญ่หลวงกว่ากำลังรออยู่เบื้องหน้า เมื่อหัวใจหลักของเครือข่ายสื่อสารทั้งภาคใต้ตอนล่างกำลังจะหยุดเต้น
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อชุมสายระดับภูมิภาค (Regional Node) ซึ่งเปรียบได้กับ “หัวใจของภาคใต้ตอนล่าง” ที่ดูแลการสื่อสารของผู้คนนับล้านใน 7 จังหวัด ถูกตัดกระแสไฟฟ้าหลักเช่นกัน ชุมสายแห่งนี้คือ ศูนย์กลางที่หากล่มสลายลง การสื่อสารทั้งภูมิภาคจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตทันที นั่นหมายถึงครอบครัวที่ไม่สามารถติดต่อเพื่อยืนยันความปลอดภัยของคนที่รักได้ หน่วยกู้ภัยที่อาจถูกตัดขาดจากการประสานงาน และทั้งภูมิภาคที่ต้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบงันและความตื่นตระหนก
ภารกิจแข่งกับเวลา: ปฏิบัติการลำเลียงเชื้อเพลิงฝ่ากระแสน้ำ
สถานีชุมสายแห่งนี้ เริ่มทำงานด้วยเครื่องปั่นไฟสำรอง แต่เชื้อเพลิงที่มีอยู่สามารถหล่อเลี้ยงระบบได้อีกไม่เกิน 12 ชั่วโมง หรือจนถึง 8 โมงเช้าของอีกวันเท่านั้น ภารกิจลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเติมให้ทันเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงจึงเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางกระแสน้ำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเวลาที่เหลือน้อยลงทุกที สำหรับคุณอ๊อฟและทีมงาน เดิมพันครั้งนี้ไม่อาจแพ้ได้
เป้าหมายเดียว คือการป้องกัน ไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง จนพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างขาดการสื่อสาร อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ คือการต่อสู้กับเวลาและธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดกับน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณ 300 ลิตร ซึ่งนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวด
อ๊อฟ เล่าว่า ภารกิจขนส่งน้ำมัน 300 ลิตร ถูกแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบแรกเกิดขึ้นโดยอาศัยเรือท้องแบนอลูมิเนียมของเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไป แม้จะเป็นระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร แต่กว่าภารกิจจะสำเร็จเสร็จสิ้นก็กินเวลาไปถึง 4 ชั่วโมงทั้งไปและกลับ เนื่องด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ฝนที่ตกหนัก และอุปสรรคใต้น้ำที่มองไม่เห็น ระหว่างทางกลับเพื่อไปขนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกรอบ เขาและทีมกู้ภัยได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 3 คนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ทั้งที่ลอยคออยู่ในกระแสน้ำ และรอคอยความช่วยเหลือบนหลังคากลางสายฝน

สำหรับรอบที่ 2 นี้ ทีมกู้ภัยเรือท้องแบนขอสละความช่วยเหลือเนื่องจากท้องเรือที่ได้รับความเสียหายจากกำแพงใต้น้ำ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยหากยังยื้อต่อไป ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
ในค่ำคืนนั้นหาดใหญ่จมดิ่งลงสู่ความมืดสนิทอย่างแท้จริง กระแสไฟฟ้าถูกตัดขาดทั้งเมือง เหลือเพียงเสียงสายฝนที่กระหน่ำและเสียงน้ำที่เชี่ยวกราก มันเป็นคืนที่ระดับน้ำขึ้นสูงสุดและเป็นฉากหลังของภารกิจที่เดิมพันด้วยการสื่อสารของคนนับล้าน ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มต้นขึ้น ความพยายามแรกกับเรือยางของกรมประมงต้องล้มเหลวเมื่อเรือไม่สามารถสู้ความแรงของกระแสน้ำได้ ต่อมาทีมทหารหน่วยแรกได้นำรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาส่งทีมงานให้ใกล้จุดหมายที่สุด เหลือระยะทางอีก 1.8 กิโลเมตร แต่ด้วยความมืดและกระแสน้ำที่รุนแรง การเดินทางด้วยเรือยางเพื่อทดสอบเส้นทางพร้อมน้ำมันเพียง 2 ถังกลับใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง ระหว่างทาง คุณอ๊อฟและทหาร 7 นาย ต้องร่วมแรงร่วมใจกันใช้เชือกผูกและลากรถยนต์ที่จมน้ำขวางทางออก เพื่อเปิดเส้นทางให้เรือผ่านไปได้ แต่ในที่สุด เมื่อถึง 6 โมงเช้า ทีมทหารชุดแรกจำเป็นต้องถอนกำลังออกไป เนื่องจากระดับน้ำสูงจนเป็นอันตรายต่อรถบรรทุกของพวกเขา
จุดเปลี่ยนของภารกิจมาถึง เมื่อทีมทหารช่างชุดใหม่เข้ามาสมทบพร้อมยุทโธปกรณ์ที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งรถบรรทุกและเรือที่มีขนาดใหญ่และทรงพลังกว่าเดิม ทำให้การขนส่งน้ำมันและอุปกรณ์ทั้งหมดที่เหลือสามารถทำได้สำเร็จในเที่ยวเดียว ภารกิจต่อชีพจรสถานีชุมสาย จึงลุล่วงไปได้ก่อนถึงเส้นตายในที่สุด
เบื้องหลังภารกิจที่สำเร็จลุล่วงนี้ ไม่ได้มีเพียงยุทโธปกรณ์ที่แข็งแกร่ง แต่คือพลังใจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าของคนทำงาน แม้ว่าชีวิตของเขาเองก็กำลังเผชิญกับภัยพิบัติไม่ต่างกัน
แรงผลักดันของอ๊อฟไม่ได้มาจากหน้าที่ แต่มาจากภาพที่เขาเห็นระหว่างปฏิบัติภารกิจ “ตอนที่นั่งเรือเข้าไป เราเห็นทั้งคนที่ติดอยู่บนหลังคา ร้องขอความช่วยเหลือ” ภาพเหล่านั้นตอกย้ำถึงความสำคัญของสิ่งที่เขากำลังทำ ขณะที่บ้านและรถยนต์ของเขาเองกำลังจมอยู่ใต้น้ำ เขาเลือกที่จะเปลี่ยนความกังวลส่วนตัวให้กลายเป็นพลังแห่งความเข้าอกเข้าใจในหัวอกของเพื่อนมนุษย์
“ถ้าสัญญาณมันใช้ไม่ได้ แล้วเราติดต่อคนที่บ้านไม่ได้… สภาพจิตใจมันแย่แค่ไหน ผมก็เลยว่า ไม่ได้อ่ะ ผมต้องทำให้การสื่อสารมันสามารถสื่อสารได้” เขากล่าว พลังใจของเขาไม่ได้มาจากความสำเร็จของภารกิจเท่านั้น แต่มาจากเสียงของผู้คนที่เขาได้ช่วยเหลือ “มันมีความสุขอ่ะครับที่เวลาเราไปซ่อมเสาสัญญาณ…แล้วเวลาเสียงโทรศัพท์เขาดัง…มันทำให้เรามีแรงอ่ะครับพี่”
เซิร์ฟความต้องการ (ผู้ประสบภัย) จากความเข้าใจ
24 พฤศจิกายน 2568, 9.00 น.
จนวันที่ 24 พฤศจิกายน ปาฏิหาริย์เริ่มบังเกิด ฝนที่ตกกระหน่ำมาหลายวันเริ่มซาลง และในที่สุดก็หยุดตก ภาพบ้านเรือนตึกสูงเริ่มปรากฏให้เห็นตรงหน้า แทนทีั่ม่านสายฝนที่เข้าปกคลุมตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา ด้วยเสบียงที่หมดลง ความกลัวที่กัดกินสภาพจิตใจ ความห่วงใยในสมาชิกครอบครัวที่แยกจากกัน และความไม่แน่นอนของฟ้าฝนที่ไม่รู้ว่าจะถาโถมอีกกี่รอบ เสกสรรค์และลูกช่วงชิงจังหวะเวลานี้ หาทางออกจากที่นี่ เพราะมันเป็นเพียงทางรอดเพียงทางเดียวในสถานการณ์ที่ไร้ข้อมูลข่าวสาร ไร้ความแน่นอน และไร้ปัจจัยดำรงชีวิต
แม้ว่าข้างนอกนั่นจะยังมีเพียงผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา แต่ความรู้สึกของการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกมันทรมานเกินกว่าจะทนได้อีกต่อไป เสกสรรค์กับลูกตัดสินใจเป็นหน่วยกล้าตาย ใช้ลังพลาสติกใบใหญ่ที่หามาได้หนึ่งใบ ใช้เป็นทุ่นพยุงตัว จากนั้น การออกเดินทางด้วยความหวังก็เริ่มขึ้น ระยะทางประมาณ 500 เมตรสู่ถนนใหญ่ ในช่วงแรก ระดับน้ำลึกท่วมหัว สองพ่อลูกต้องเกาะลังพลาสติกแล้วค่อยๆ ตีขาแหวกน้ำไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
“ในหัวของผมตอนนั้น มันคือการเดิมพันด้วยชีวิตอย่างแท้จริง วัดดวงเลย เราไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไร ไม่มีใครบอกได้ว่าจุดไหนปลอดภัย เรามีความเชื่อเพียงอย่างเดียวว่า ข้างหน้ามีห้างสรรพสินค้าที่อยู่บนถนนใหญ่ น่าจะตั้งอยู่บนที่สูงและน้ำไม่ท่วม ที่นั่นน่าจะมีไฟฟ้า ผมจึงมุ่งหน้าไปทางนั้นด้วยความหวังทั้งหมดที่มี ด้วยเป้าหมายที่ต้องการหาที่ชาร์จแบตโทรศัพท์ เพื่อติดต่อกับครอบครัวให้ได้ก่อน” เสกสรรค์ เล่า
เสกสรรค์ บอกเล่าถึงความรู้สึกวินาทีที่สมาร์ทโฟนเปิดขึ้นว่า “มันรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่” หลังจากเขาติดต่อทราบความปลอดภัยของคนที่เขารักแล้ว เขาจึงไปรวมตัวกับผู้ประสบภัยที่ศูนย์อพยพที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทันใดนั้น เขาต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ผู้คนประมาณ 10,000 คนอพยพมาอยู่ที่นี่ มีโรงพยาบาลสนามตั้งขึ้นเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ รถพยาบาลวิ่งเข้าออกตลอดเวลา ผมเพิ่งตระหนักในตอนนั้นเองว่านี่ไม่ใช่อุทกภัยธรรมดา แต่มันคือวิกฤตการณ์ระดับเมือง
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ผมสังเกตเห็นวิศวกรคนหนึ่งกำลังติดตั้งโมเด็ม Wi-Fi เพียงตัวเดียวเพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลสนาม ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัวทันที “ตอนที่เราถูกตัดขาดการสื่อสาร…เรารู้สึกยังไงนะ” ความรู้สึกของการเป็นทุกข์ กังวล และสิ้นหวังมันยังสดใหม่ ผมจึงคิดได้ทันทีว่า เฮ้ย…ต้องเริ่มจากการสื่อสารก่อน!

จากสถานะผู้ประสบภัย เสกสรรค์เปลี่ยนตัวเองสู่โหมดผู้ให้ความช่วยเหลือในทันที โดยไปรวมกลุ่มกับเจ้าหน้าที่เทคนิคของทรูฯ ที่มาให้บริการรถโมบาย (COW) กับเจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัย พร้อมเสริมทัพทำหน้าที่เป็น PMO เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาเชิงรุก และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในทรูฯ ได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดบริการชาร์จแบตเตอรี่โดยเฉพาะ การประสานงานกับส่วนกลางเพื่อขอการสนับสนุนต่างๆ อย่างจุดปล่อยไวไฟฟรีสำหรับทุกคนในศูนย์ ผมจัดหาโทรศัพท์เดโมมาให้บริการแก่ผู้ประสบภัยที่ไม่มีโทรศัพท์ใช้หรือสูญหาย โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังรวมถึงการระดมสรรพกำลังจาก True Service Hall และ dtac Hall ในพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วยนเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกซิมการ์ด และอื่นๆ
บทเรียนที่สายน้ำทิ้งไว้
เสกสรรค์ บอกเพิ่มเติมว่า มหาอุทกภัยตครั้งนี้ได้ให้บทเรียนที่ล้ำค่ากับเขาเหลือคณานับ บทเรียนแรกคือ การสื่อสารไม่ได้เป็นเรื่องของข้อมูลเท่านั้น แต่มันคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ ในยามวิกฤต การได้ยินเสียงของคนที่เรารัก การได้บอกว่าเราปลอดภัย คือสิ่งที่ให้กำลังใจและความหวัง มันช่วยบรรเทาความวิตกกังวล และเป็นความต้องการพื้นฐานที่ไม่ต่างจากอาหารหรือน้ำดื่มเลย บทเรียนที่สอง ความไม่ประมาทกับคำเตือน จากนี้ไปเมื่อมีการแจ้งเตือน เราต้องเตรียมความพร้อมถึงขั้นสูงสุดเสมอ เพราะบางทีเราอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง
และบทเรียนสุดท้ายที่ลึกซึ้งที่สุด คือความหมายของคำว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” มันไม่ใช่แค่การ เข้าใจ ความทุกข์ของผู้อื่น แต่คือการลุกขึ้นมาลงมือทำทุกวิถีทางเพื่อ บรรเทา ความทุกข์นั้นให้ได้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะผู้ประสบภัยหรือผู้ช่วยเหลือก็ตาม เพราะในยามที่มืดมนที่สุด แสงสว่างเพียงเล็กน้อยจากความช่วยเหลือและความเห็นอกเห็นใจ สามารถต่อชีวิตและสร้างความหวังให้ใครอีกหลายคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ